ธุรกิจหลังภัยพิบัติ · EP3

หลังน้ำลด เจ้าของธุรกิจอาจต้องรีบซ่อมเครื่องจักร เปลี่ยนคอมพิวเตอร์ หรือซื้ออุปกรณ์ใหม่เพื่อกลับมาเปิดกิจการ แต่การตัดสินใจแต่ละแบบส่งผลต่อทั้งเงินสด บัญชี และภาษีต่างกัน

ทรัพย์สินเสียหาย ไม่ได้แปลว่าหักค่าใช้จ่ายได้ทันที และเงินประกันที่ได้รับก็ต้องตรวจเงื่อนไขแยกต่างหาก

ก่อนซ่อม ขายซาก หรือทำลาย ควรรวบรวมหลักฐานและตรวจสถานะทรัพย์สินให้ชัด เพื่อให้การฟื้นธุรกิจและการจัดการบัญชีเดินไปด้วยกัน

บทความนี้เน้นทรัพย์สินที่ใช้ในกิจการ โดยส่วนหลักเกณฑ์ภาษีอ้างอิงบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล บุคคลธรรมดาต้องตรวจวิธีหักค่าใช้จ่ายและสิทธิของตนเองเพิ่มเติม ส่วนสินค้าและสต๊อก อ่านต่อใน Disaster Accounting EP2

1. ตรวจให้ชัดว่าเสียหายแค่ไหน และเป็นทรัพย์สินของใคร

เมื่อเข้าพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย ให้จัดรายการทรัพย์สินเสียหาย พร้อมข้อมูลต่อไปนี้:

จากนั้นแยกเป็น ซ่อมแล้วใช้ต่อได้ / ต้องประเมินเพิ่มเติม / ใช้งานต่อไม่ได้

หากเป็นทรัพย์สินเช่าหรือเช่าซื้อ ต้องตรวจสัญญาและประสานเจ้าของทรัพย์สินก่อนตัดสินใจ ส่วนทรัพย์สินที่มีประกัน ควรประสานบริษัทประกันเรื่องการตรวจสภาพและหลักฐานก่อนเคลื่อนย้ายหรือกำจัด

2. ซ่อมให้กลับมาใช้ได้ กับปรับปรุงให้ดีขึ้น ต้องแยกกัน

คำว่า “ค่าซ่อม” บนใบแจ้งหนี้ยังไม่เพียงพอ ต้องดูว่างานที่ทำมีลักษณะอย่างไร

ลักษณะงานสิ่งที่ต้องพิจารณา
ซ่อมให้กลับมาคงสภาพเดิมตรวจการเป็นรายจ่ายของกิจการและหลักฐานประกอบ
ต่อเติม เพิ่มกำลังผลิต หรือทำให้ดีขึ้นอาจเป็นรายจ่ายลงทุน ต้องรวมเป็นต้นทุนทรัพย์สินและพิจารณาค่าเสื่อมราคา
มีทั้งซ่อมและปรับปรุงขอให้ผู้รับจ้างแยกรายการและมูลค่าให้ชัด

สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล มาตรา 65 ตรี (5) แยกรายจ่ายลงทุนหรือทำให้ทรัพย์สินดีขึ้นออกจากการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม จึงไม่ควรนำค่าปรับปรุงทั้งหมดมาหักเป็นค่าซ่อมในครั้งเดียวโดยไม่ตรวจรายละเอียด

ก่อนอนุมัติงาน ขอใบเสนอราคาที่แยก “ซ่อมส่วนเดิม” และ “เพิ่มหรือปรับปรุง” จะช่วยให้ตรวจรายการได้ง่ายขึ้น

3. ใช้ไม่ได้แล้ว ยังตัดเป็นรายจ่ายทันทีไม่ได้

การลงบัญชีว่าทรัพย์สินเสียหาย กับการหักรายจ่ายเพื่อคำนวณภาษี เป็นคนละขั้นตอนที่ต้องตรวจให้สัมพันธ์กัน

ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.58/2538 ทรัพย์สินที่ชำรุดจนใช้งานไม่ได้ยังนำต้นทุนที่เหลืออยู่มาตัดเป็นรายจ่ายทั้งจำนวนทันทีไม่ได้ แต่เมื่อทำลายหรือขายทรัพย์สินนั้น จึงมีสิทธิตัดต้นทุนที่เหลืออยู่ตามหลักเกณฑ์ และหากขาย ต้องนำราคาขายมารวมคำนวณกำไรสุทธิด้วย

ก่อนดำเนินการ ควรจัดชุดหลักฐานให้เชื่อมโยงกัน ได้แก่:

อย่าใช้ราคาซื้อเดิมเป็นยอดขาดทุนโดยอัตโนมัติ เพราะต้องตรวจค่าเสื่อมราคาที่หักไปแล้ว และต้นทุนคงเหลือทางภาษี ซึ่งอาจต่างจากมูลค่าในบัญชี

4. ตัวอย่าง: เครื่องจักรซื้อ 300,000 บาท ไม่ได้แปลว่าขาดทุน 300,000 บาท

สมมติเครื่องจักรมีข้อมูลดังนี้:

รายการจำนวน
ราคาทุน300,000 บาท
ค่าเสื่อมราคาสะสม180,000 บาท
มูลค่าคงเหลือ120,000 บาท
เงินขายซาก15,000 บาท
ส่วนต่างก่อนพิจารณารายการอื่น105,000 บาท

ตัวอย่างนี้สมมติว่ามูลค่าคงเหลือทางบัญชีและทางภาษีเท่ากัน ไม่มีประกัน และไม่มีรายการอื่น

จำนวน 105,000 บาท ช่วยอธิบายส่วนต่างจากการจำหน่าย แต่การใช้เป็นรายจ่ายภาษีต้องตรวจข้อเท็จจริงและหลักฐานการขายด้วย ไม่ใช่เห็นว่าเครื่องจักรเสียแล้วบันทึกขาดทุนตามราคาซื้อเดิมทันที

5. มีประกัน ต้องแยกความเสียหาย การเคลม และเงินรับ

ควรติดตามอย่างน้อยสามรายการแยกกัน:

  1. ทรัพย์สินเสียหายอะไร และต้นทุนคงเหลือเท่าไร
  2. บริษัทประกันรับเคลมหรืออนุมัติชดใช้แล้วหรือยัง
  3. ได้รับเงินเท่าไร เมื่อไร และชดเชยรายการใด

มาตรา 65 ตรี (12) กำหนดข้อจำกัดเรื่องผลเสียหายที่อาจได้รับกลับคืนจากประกันหรือสัญญาคุ้มกัน จึงไม่ควรหักความเสียหายเต็มจำนวนโดยไม่ตรวจสิทธิชดเชย โดยเฉพาะกรณีเคลมยังไม่จบเมื่อสิ้นรอบบัญชี

ส่วนค่าสินไหมจากภัยธรรมชาติ พระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 527 มาตรา 4 มีข้อยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับส่วนที่เกินต้นทุนทรัพย์สินคงเหลือหลังหักค่าเสื่อมราคา ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนด จึงต้องตรวจประเภทเงินชดเชยและเงื่อนไขก่อนสรุปภาษี

เงินประกันเข้าบัญชี ไม่ได้แปลว่าบันทึกเป็นยอดขาย และไม่ได้แปลว่ายกเว้นภาษีทั้งหมดโดยอัตโนมัติ

6. ซื้อของใหม่ทดแทน ต้องแยกจากของเดิมที่เสียหาย

เมื่อซื้อเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ใหม่ ให้จัดเอกสารเป็นอีกชุดหนึ่ง พร้อมระบุวันที่พร้อมใช้งานและตรวจการบันทึกเป็นทรัพย์สินกับค่าเสื่อมราคา

การซื้อใหม่ไม่ได้ทำให้ของเดิมถูกตัดออกจากทะเบียนโดยอัตโนมัติ และไม่ควรนำราคาของใหม่ไปใช้เป็นมูลค่าความเสียหายของของเดิม ต้องจัดการสองรายการนี้แยกกัน

ก่อนตัดสินใจ ควรดูทั้งค่าซ่อม ระยะเวลาหยุดงาน อายุใช้งานที่เหลือ และเงินสดที่ต้องใช้ เพื่อเลือกทางที่เหมาะกับการกลับมาเดินธุรกิจ

Checklist ก่อนปิดรายการทรัพย์สินเสียหาย