ธุรกิจหลังภัยพิบัติ · EP4

หลังแจ้งเคลมประกัน เจ้าของธุรกิจอาจต้องติดตามเอกสาร รอผลพิจารณา และสำรองเงินซ่อมหรือซื้อของทดแทนไปก่อน เมื่อเงินชดเชยเข้าบัญชี จึงอาจคิดว่าเรื่องความเสียหายจบแล้ว

แต่ในทางบัญชีและภาษี ยังต้องเชื่อมข้อมูลให้ครบว่า เงินนี้ชดเชยอะไร บริษัทประกันตกลงชดใช้เท่าไร และกิจการบันทึกความเสียหายเดิมไว้อย่างไร

บทความนี้เน้นบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ส่วนบุคคลธรรมดาต้องตรวจหลักเกณฑ์ภาษีและสิทธิยกเว้นของตนเองแยกต่างหาก หากยังอยู่ระหว่างจัดการทรัพย์สินเสียหาย อ่านต่อใน Disaster Accounting EP3

1. แยกก่อนว่าเงินประกันชดเชยอะไร

เงินโอนจากบริษัทประกันหนึ่งครั้ง อาจครอบคลุมความเสียหายหลายรายการ เช่น:

ควรขอรายละเอียดการชดใช้ให้แยกตามรายการ เพราะเงินแต่ละส่วนอาจมีวิธีพิจารณาทางบัญชีและภาษีต่างกัน

อย่ารวมทุกอย่างเป็น “เงินประกันน้ำท่วม” แล้วใช้ข้อสรุปเดียวกับทั้งยอด

เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือเงินบริจาคก็ควรแยกจากค่าสินไหมของบริษัทประกัน เพราะมีที่มาและเงื่อนไขภาษีคนละส่วน

2. ทำตารางติดตามเคลม ให้เห็นตั้งแต่ยื่นจนรับครบ

อย่างน้อยควรมีข้อมูลต่อไปนี้:

รายการที่ติดตามข้อมูลที่ควรเก็บ
เหตุและรายการเสียหายวันที่เกิดเหตุ เลขเคลม และรายการสินค้าหรือทรัพย์สิน
ยอดเรียกร้องจำนวนที่ยื่น พร้อมหลักฐานประกอบ
ผลพิจารณารายการที่ยอมรับ ยอดที่ตกลงชดใช้ และวันที่มีเอกสารยืนยัน
รายการปรับลดค่าเสียหายส่วนแรก ข้อจำกัดความคุ้มครอง หรือรายการที่ไม่ชดใช้
การรับเงินวันที่ จำนวนเงินแต่ละงวด และหลักฐานธนาคาร
งานค้างเอกสารที่ยังต้องส่ง ยอดที่ยังมีข้อโต้แย้ง หรือเงินที่ยังรอรับ

หากได้รับเงินล่วงหน้าหรือเงินบางส่วน ให้ระบุสถานะตามเอกสาร อย่าเพิ่งถือว่าเป็นยอดชดใช้สุดท้าย

3. ตัวอย่าง: ยื่นเคลม 500,000 บาท แต่เงินเข้าครั้งแรก 300,000 บาท

สมมติบริษัทมีเอกสารดังนี้:

รายการจำนวน
ยอดที่ยื่นเรียกร้อง500,000 บาท
ยอดชดใช้สุทธิที่บริษัทประกันยืนยัน420,000 บาท
เงินรับงวดแรก300,000 บาท
ยอดตามข้อตกลงที่ยังรอรับ120,000 บาท

ตัวเลขทั้งสี่มีความหมายต่างกัน:

ส่วนต่างระหว่างยอดเรียกร้องกับยอดชดใช้ ต้องตรวจเหตุผลจากเอกสาร ไม่ควรนำไปลงเป็นผลขาดทุนทางบัญชีหรือรายจ่ายภาษีโดยอัตโนมัติ

ตัวอย่างนี้อธิบายการติดตามเคลมเท่านั้น ยังไม่ได้คำนวณผลกำไรขาดทุนหรือภาษีของกิจการ

4. เคลมยังไม่จบตอนสิ้นปี ต้องแจ้งนักบัญชี

กรณีเกิดเหตุปลายปี แต่ประกันพิจารณาหรือจ่ายเงินปีถัดไป ควรส่งข้อมูลให้นักบัญชีก่อนปิดงบ ได้แก่:

วันที่เงินเข้าบัญชีเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะตัดสินว่าต้องรับรู้รายการในรอบบัญชีใด

ต้องพิจารณาสิทธิเรียกร้อง ความแน่นอนของการชดใช้ และหลักเกณฑ์บัญชีที่กิจการใช้ ส่วนภาษีต้องตรวจเกณฑ์สิทธิและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

5. เงินประกันไม่ได้ปลอดภาษีทุกกรณี

สำหรับนิติบุคคล มีบทบัญญัติยกเว้นภาษีค่าสินไหมจากภัยธรรมชาติบางส่วนตามพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 527 มาตรา 4 โดยเกี่ยวข้องกับส่วนที่เกินต้นทุนทรัพย์สินคงเหลือหลังหักค่าเสื่อมราคาตามกฎหมาย

จึงต้องตรวจทั้ง สาเหตุของภัย ประเภทเงินชดเชย และต้นทุนทรัพย์สินทางภาษี ก่อนใช้สิทธิ ไม่ควรสรุปว่าเงินที่ได้รับจากบริษัทประกันทุกประเภทได้รับยกเว้นเหมือนกัน

นอกจากนี้ มาตรา 65 ตรี (12) มีข้อจำกัดเกี่ยวกับผลเสียหายที่อาจได้รับกลับคืนจากประกันหรือสัญญาคุ้มกัน จึงต้องตรวจความเสียหายและสิทธิชดเชยควบคู่กัน เพื่อไม่ให้หักรายจ่ายเกินสิทธิ

ส่วน VAT ต้องแยกค่าสินไหมที่ชดเชยความเสียหายออกจากธุรกรรมอื่น เช่น การขายซาก อย่าใช้ข้อสรุปของเงินชดเชยไปครอบคลุมการขายสินค้าหรือทรัพย์สินด้วย

6. ซื้อของทดแทน ต้องเก็บเอกสารแยกจากเงินประกัน

เมื่อได้รับเงินแล้วนำไปซื้อเครื่องจักรหรือสินค้าใหม่ ควรเก็บเอกสารซื้อและบันทึกรายการใหม่ตามลักษณะของสิ่งที่ซื้อ

อย่าใช้ยอดเงินประกันหักกับราคาซื้อใหม่จนเหลือเพียงยอดจ่ายสุทธิ เพราะจะทำให้ติดตามที่มาของรายการได้ยาก

ควรเชื่อมโยงข้อมูลสามส่วนให้ตรวจสอบได้: